...

คุณธรรมและจรรยาบรรณของครู

ความนำ

                วิชาชีพครูได้รับการยกย่องและจัดเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่มีความจำเป็นต่อสังคม เป็นอาชีพที่ช่วยสร้างสรรค์จรรโลงสังคมให้ไปในทิศทางที่ปราถนา ฉะนั้นกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพครูจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับสูงเช่นกัน ยิ่งสังคมยกย่องเคารพและไว้วางใจผู้ประกอบวิชาชีพครูมากเท่าใด ผู้ประกอบวิชาชีพครูก็ต้องประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับความเคารพเชื่อถือไว้วางใจเพียงนั้น การกำหนดจรรณยาบรรณครูหรือจรรณยาวิชาชีพครูจึงเป็นมาตรการหนึ่งที่ใช้ควบคุมความประพฤติปฏิบัติตนของผู้ประกอบวิชาชีพครู อาจกล่าวได้ว่าเป็นการประกันคุณภาพของครูให้กับสังคมประการหนึ่งด้วย เป็นการยืนยันกับสังคมว่าในวงการครูนั้นจะควบคุมสอดส่องดูแลความประพฤติของกลุ่มครูด้วยกันตลอกเวลา มีการลงโทษทางกฎหมายและทางสังคม

                การควบคุมความประพฤติหรือการปฏิบัติตนของครูนั้น วิธีการที่ดีที่สุดคือการสร้างจิตสำนึกหรือการควบคุมทางจิตใจ ครูมีจรรยาบรรณย่อมมีคุณธรรมสูง คุณธรรมเป็นมาตราวัดมาตรฐานความเป็นครูของผู้ประกอบวิชาชีพครูที่สำคัญยิ่ง ครูที่มีคุธรรมย่อมเป้นครูที่มีจรรยาบรรณที่ดีนั่นเอง

ความหมายของคุณธรรม จริยธรรม เละจรรยาบรรณ

                คำว่าคุณธรรมและจริยธรรมนั้นเป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน ทั้งในวงการศึกษา สังคมวิทยา ปรัชญา และศาสนาทั่วๆไป อย่างไรก็ดีความหมายของคุณธรรมนั้นมักจะใช้ในลักษณะที่ครอบคลุมความหมายของจริยธรรมด้วยทั้งในศัพท์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กล่าวคือจริยธรรมเป็นการแสดงออกให้ผู้อื่นเห็นคุณธรรมที่อยู่ภายในจิตใจของแต่ละบุคคลนั่นเอง

ความหมายของคุณธรรม

                คุณธรรม ตามรูปศัพท์แปลว่า สภาพของคุณงามความดี ซึ่งพระปิฎก (ป.อ.ปยุโต 2538 : 34) อธิบายความหมายไว้ว่า คุณธรรมคือ ธรรมที่เป็นคุณ ความดีงาม สภาพที่เกื้อกูล

พระเทพวิสุทธิเมธี (พุทธทาสภิกขุ 2529 : 90) อธิบายไว้ว่าคุณธรรมหมายถึงคุณสมบัติฝ่ายดี เป็นที่ตั้งหรือเป็นประโยชน์แก่สันติภาพหรือสันติสุข คุณธรรมเป็นส่วนที่ต้องอบรมโดยเฉพาะ หรือให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมกับที่ต้องการ

                คุณธรรม (Ethics) ตามแนวคิดในวงการการศึกษาตะวันตกนั้นมีลักษณะเป็นสหวิทยาการ (Interdisciplines) คือเป็นแนวคิดทั้งในลักษณะวิชาปรัชญา จิตวิทยา สังคมวิทยาและการศึกษาแนวความคิดของนักวิชาการตะวันตกค่อนข้างหลากหลายและมีพื้นที่ของศาสตร์การศึกษาที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน

ซามูเอล สตัมพ์ (Samul E.Stumpf 1977 : 3) อธิบายความหมายของคุณธรรมในเชิงวิชาปรัชญาว่า คุณธรรมเป็นการประพฤติปฏิบัติเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าถูกหรือผิด ดีหรือเลว พึงประสงค์หรือไม่พึงประสงค์ มีคุณค่าหรือไร้ค่า นอกจากนี้คุณธรรมยังเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบ หน้าที่ พฤติกรรมที่ยอมรับนับถือต่างๆของแต่ละบุคคลอีกด้วย อย่างไรก็ดี สตัมพ์อธิบายว่า ในเรื่องทฤษฏีคุณธรรมของลัทธิปรัชญานั้น จะไม่ใช้ตอบคำถามว่าคุณธรรมใดดีกว่า หรือถูกต้องกว่า

เบอร์ตัน พอร์ตเตอร์ (Burton F.Porter 1980 : 233) ชี้แจงว่าคุณธรรมเป็นปัจจัยการดำรงชีวิตของบุคคลในสังคม คนส่วนใหญ่ดำรงชีวิตในสังคมนั้นไม่ใช่แต่การมีชีวิตอยู่เพียงเท่านั้น แต่ต้องประเมินและเลือกวิถีชีวิตที่แต่ละคนคิดว่าน่าจะดีกว่าหรือควรดีกว่า ปัจจัยในการเลือกนั้นย่อมเกี่ยวข้องกับระบบคุณธรรมทั้งระบบคุณธรรมของสังคมและส่วนบุคคล คุณธรรมของสังคมย่อมส่งผลกระทบต่อบุคคลด้วย อย่างไรก็ดีคุณธรรมของคนในสังคมหนึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องดีหรือเป็นสิ่งที่ถูกต้องในอีกสังคมหนึ่งก็ได้

จากความหมายดังกล่าวนั้น อาจจะกล่าวได้ว่าคุณธรรมของครูคือ สภาพที่เกื้อกุลครูพระเทพวิสุทธิเมธี (พุทธธาตุภิกขุ 2529 : 91) อธิบายว่า คุณธรรมของครูคือสภาพของครูที่สมบูรณ์ด้วยสิทธิและหน้าที่ของครูนั่นเอง

ความหมายของจริยธรรม

                จริย แปลว่า กิริยา ความประพฤติ การปฏิบัติ ฉะนั้นจริยธรรมจึงหมายถึงแนวทางการปฏิบัติสำหรับมนุษย์เพื่อให้บรรลุถึงสภาพชีวิตที่พึงประสงค์

                พระเทพวิสุทธิเมธี (พุทธทาสภิกขุ 2529 : 215 ) อธิบายว่า จริยธรรมหมายถึง ตัวของกฎที่ต้องปฏิบัติ ส่วนจริยศาสตร์ คือเหตุผลสำหรับใช้อธิบายกฎที่ต้อปฏิบัติ มีลักษณ้เป็นปรัชญา และเมื่อรวมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันจะเรียกว่าจริยศึกษา

                พจนานุกรม Collin Coluild (1987 : 937) อธิบายว่าจริยธรรมมีความหมาย นัยคือ

                1. โดยนัยที่เป็นภาวะทางจิตใจ (Idea) นั้น จริยธรรมแปลว่า ความคิดที่ว่าบางพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำและเป็นที่ยอมรับและบางพฤติกกรมเป็นสิ่งที่ผิดหรือเลว ทั้งนี้เป็นไปได้โดยความคิดเห็นของแต่ละบุคคลและโดยความคิดเห็นของสังคม นอกจากนี้จริยธรรมยังเป็นคุณภาพหรือสถานะในการดำเนินชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง

                2. จริยธรรมเป็นระบบของลักษณะการและคุณค่าที่เกี่ยวพันกับพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นทียอมรับของสังคมหรือเฉพาะกลุ่มคน

                จริยธรรม แปลว่า สิ่งที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ หรือกฎที่ควรปฏิบัติในทางที่ดี ที่ควรกระทำเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีหรือมีสันติสุขในสังคม ในการเทศนาสั่งสอนของพระสงฆ์ในศาสนาพุธนั้นมีสองแบบคือเทศนาธรรม หมายถึงการบอกหรือการอธิบายข้อความต่างๆ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีประโยชน์หรือเป้าประสงค์อย่างไร ส่วนเทศนาจริยะคือ การอบรมและการอธิบายสิ่งที่พึงกระทำหรือบอกถึงพฤติปฏิบัติในทางที่ดี

                ดวงเดือนพันธุมนาวิน (2524 : 3) อธิบายว่า จริยธรรม (Morality) หมายถึงลักษณะทางสังคมหลายลักษณะของมนุษย์ และมีขอบเขตรวมถึงพฤติกรรมทางสังคมลักษณะต่างๆ ด้วยลักษณะและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม จะมีคุณสมบัติสองประเภท คือ เป็นลักษณะที่สังคมต้องการกับลักษณะสังคมไม่ต้องการ ให้มีอยู่ในตัวสมาชิกของสังคมนั้นๆ พฤติกรรมที่สังคมนิยมชมชอบ ให้การสนับสนุน และผู้กระทำส่วนมากเกิดความพอใจว่าการกระทะนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ส่วนอีกพฤติกรรมที่สังคมไม่นิยมหรือไม่ตองการให้สมาชิกมีอยู่เป็นการกระทำที่สังคมลงโทษหรือพยายามจัดและผู้กระทำพฤติกรรมนั้นรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและสมควร

                ลักษณะเชิงจริยธรรมของมนุษย์นั้น จำแนกได้หลายลักษณะ ได้แก่ ความรู้เชิงจริยธรรม ทัศนคติเชิงจริยธรรม การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม และพฤติกรรมเชิงจริยธรรมต่างๆเป็นต้น

                ความรู้เชิงจริยธรรม หมายความว่า ในสังคมของตนนั้นถือว่าการกระทำชนิดใดดีควรทำ และการกระทำชนิดใดควรงดเว้น ลักษณะพฤติกรรมประเภทใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเพียงใด ปริมาณความรู้เชิงจริยธรรมหรือความรู้เกี่ยวกับค่านิยมทางสังคมนี้ขึ้นอยู่กับอายุ ระดับการศึกษาและพัฒนาการทางสติปัญญาของแต่ละบุคคลด้วย ความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ทางสังคมและศาสนาส่วนใหญ่

                ทัศนคติเชิงจริยธรรม คือ ความรู้สึกของบุคคลเกี่ยวกับลักษณะหรือพฤติกรรมเชิงจริยธรรมต่างๆ ว่าชอบหรือไม่ชอบลักษณะนั้นๆเพียงใด ทัศนคติเชิงจริยธรรมของบุคคลส่วนมากจะสอดคล้องกับค่านิยมในสังคมนั้น แต่บุคคลบางคนในสถานการณ์ปกติอาจมีทัศนคติแตกต่างไปจากค่านิยมของแต่ละบุคคล

                เหตุผลเชิงจริยธรรม หมายถึงการที่บุคคลใช้เหตุผลในการเลือกที่จะกระทำ หรือเลือกที่จะไม่กระทำพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เหตุผลที่จะกล่าวถึงนี้จะแสดงให้เห็นเหตุจูงใจหรือแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำต่างๆของบุคคล

                พฤติกรรมเชิงจริยธรรม หมายความถึงการที่บุคคลแสดงพฤติกรรมที่สังคมนิยมชมชอบหรืองดเว้นการแสดงพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์หรือค่านิยมในสังคมนั้น ตัวอย่างพฤติกรรมเชิงจริยธรรมเช่น การให้ทาน การเสียสละเพื่อส่วนรวม และการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก การโกงสิ่งของเงินทอง การลักขโมย การกล่าวเท็จเป็นต้น พฤติกรรมจริยธรรมเป็นพฤติกรรมที่สังคมให้ความสำคัญมากกว่าด้านอื่นๆ ทั้งนี้เพราะการกระทำในทางที่ดีและเลวของบุคคลนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความผาสุกและความวุ่นวายของส่วนรวม

                คุณธรรมกับจริยธรรมเป็นเรื่องเดียวเกี่ยวพันกัน อาจกล่าวได้ว่า คุณธรรมเป็นธรรมฝ่ายดีที่อยู่ภายในจิตใจของบุคคล การแสดงออกของคุณธรรมให้ประจักษ์นั้นเรียกว่าจริยธรรมนั่นเอง

                ส่วนคำว่าจริยศาสตร์คือเหตุผลที่อธิบายสำหรับข้อหรือกฎที่ต้องปฏิบัติเป็นหลักเกณฑ์ทางวิชาปรัชญาที่เกี่ยวกับส่วนที่เรียกว่าจริยธรรม

ความหมายของจรรยาบรรณ (Moral Codes)

                เฟรด เฟลดแมน (Fred Feldman 1978 : 67) กล่าวว่าจรรยาบรรณคือกลุ่มของกฎกติกาที่สมบูรณ์ที่ครอบคลุมแนวประพฤติปฏิบัติ ในทุกๆสภาวการณ์

                จรรยาบรรณ ตามรูปศัพท์นั้นคือ จรรยา กับ บรรณ คำว่าจริยา มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าจริย ซึ่งหมายถึง กริยาซึ่งควรปฏิบัติ สิ่งที่พึงปฏิบัติ หรือว่าสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ในวงการวิชาชีพต่างๆ นั้นนิยมใช้คำว่า จรรยาซึ่งแปลว่า กิริยาที่ควรปฏิบัติในหมู่คณะ ส่วนคำว่าบรรณ แปลว่าหนังสือ เมื่อรวมคำขึ้นใหม่ว่าจรรยาบรรณ จึงหมายถึงความประพฤติที่ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ กำหนดขึ้นเพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติคุณของวิชาชีพนั้นๆ โดยบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

                จรรยาบรรณจึงเป็นกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติโดยกำหนดไว้เป็นหนังสือที่ชัดเจน สำหรับเป็นกติกาของหมู่คณะในวงการเดียวกัน เป็นกฎที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม หากฝ่าฝืนก็จะถูกรังเกียจหรือต่อต้าน อันเป็นการลงโทษทางสังคม สำหรับวิชาชีชั้นสูงหลายสาขาอาชีพมักมีกฎหมายรองรับด้วย ฉะนั้นเมื่อผู้ประกอบวิชาชีพคนใดผิดจรรยาบรรณ จึงถูกลงโทษตามกฎหมายด้วย

                อาจสรุปความเกี่ยวพันระหว่างคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณได้ว่า คุณธรรมเป็นหลักเกณฑ์ฝ่ายดีที่เป็นสำนึกที่เกิดขึ้นในจิตใจมนุษย์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้ว ส่วนจริยธรรมเป็นกฎของการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง ที่ควรเป็นที่ยอมรับ ส่วนจรรยาบรรณนั้นเป็นข้อกติกาเพื่อกำหนดให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่มต้องประพฤติในสภาวการณ์ต่างๆนั่นเอง

จรรยาบรรณวิชาชีพในอดีตกาล

                พัฒนาการของจรรยาบรรณวิชาชีพนั้นมีมาตั้งแต่สังคมมนุษย์ตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ยิ่งอาชีพที่ต้องใช้วิชาความรู้ที่เฉพาะเจาะจงในการประกอบการ ในอดีตนั้นมักจะถ่ายทอดกันทางสายเลือดเป็นการถ่ายทอดให้กับทายาทหรือผู้สืบสกุล เช่นวิชาชีพปุโรหิต วิชาชีพแพทย์ วิชาชีพช่างบางแขนง เป็นต้น

                ตามความหมายที่ว่าจรรยาบรรณคือกฎหรือข้อบังคับที่ควรปฏิบัติในหมู่คณะนั้น จรรยาบรรณอาชีพมีการกำหนดและใช้กันในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพเดียวกันมาตั้งแต่อดีตกาล ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวชีวิตของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ที่อุทิศตนรักษาผู้ป่วยไม่ว่าเศรษฐีหรือยาจก แม้เมื่อรักษาโรคของพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินจนหาย เมื่อทรงพระราชทานค่าตอบแทนจำนวนมาก หมอชีวกกลับกราบทูลว่าตนรักษาโดยถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น (พระธรรมปิฏก 2538 : 57) ส่วนหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น มีหลักฐานเก่าแก่ที่เรียกว่าคำสาบานของฮิปโปเครติสซึ่งเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลืออยู่

จรรยาบรรณวิชาชีพในปัจจุบัน

                การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและระบบเศรษฐกิจของมนุษย์จากยุคเกษตรกรรมมาสู่ยุคอุตสาหกรรมนั้น มีผลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างมาก การจัดระบบระเบียบทางสังคมถูกกระทบและค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป วงการอาชีพต่างๆ มีการปรับตัว ปรับกิจกรรม และวิธีประกอบการ โดยเฉพาะอาชีพหลายอาชีพที่มีผลต่อความสงบสุข สันติสุขและความก้าวหน้าของสังคม จำเป็นจะต้องมีการจัดการควบคุม ตลอดจนการประกันมาตรฐานการให้บริการแก่สังคม นักปรัชญาได้เสนอทฤษฏีเกี่ยวกับคุณค่าและคุณธรรมสังคม เสนอแนวคิดเรื่องจริยธรรมในการประกอบอาชีพขึ้นในลักษณะกลุ่มความคิดต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพหลายสาขาต่างก็รับไปดำเนินการในลักษณะการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพหรือสถาบันวิชาชีพขึ้น แล้วจึงตรากติกาเป็นข้อประพฤติปฏิบัติตนของสมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพเดียวกัน และได้ใช้ข้อกำหนดต่างๆเหล่านั้นกำกับดูแลการประพฤติตลอดจนมาตรฐานการประกอบวิชาชีพของมวลสมาชิก

                ไพพรรณ เกียรติโชติชัย (2536:128) สรุปความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพไว้ดังนี้คือ

                1.เพื่อควบคุมมาตรฐาน ประกันคุณภาพ และปริมาณที่ถูกต้องในการประกอบวิชาชีพ

                2.เพื่อส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพและปริมาณที่ดี มีคุณค่าและเผยแพร่ให้รู้จักเป็นที่นิยมเชื่อถือของผู้รับผิดชอบ

                3.เพื่อควบคุมจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพ ช่วยให้มีความมั่นคงความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม ฯลฯ

                4.เพื่อส่งเสริมคุณธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพอาชีพ ให้มีเมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจสามัคคีกัน ฯลฯ

                5.เพื่อลดปัญหาการประพฤติผิดต่างๆ ลดปัญหาการคดโกง ฉ้อฉล เอารัดเอาเปรียบ โดยใช้ข้อบังคับลดการเห็นแก่ได้ ตลอดจนความมักง่าย ความใจแคบไม่เสียสละ ฯลฯ

                6.เพื่อเน้นภาพลักษณ์ที่ดีของผู้ประกอบวิชาชีพในด้านการมีจริยธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ดารเห็นประโยชน์ของส่วนรวม การรับผิดชอบในหน้าทีการงานและอาชีพอย่างแท้จริง ฯลฯ

                7.เพื่อพิทักษ์สิทธิในการประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย และควบคุมวิชาชีพให้ดำเนินตามครรลองครองธรรม

                ลักษณะของจริยธรรมดังกล่าวเป็นข้อกำหนดที่เขียนไว้เป็นจรรยาบรรณของวิชาชีพที่เน้นถึงความดีงาม ที่ผู้ประกอบวิชาชีพปฏิบัติ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สำคัญและจำเป็นต่อการครองชีวิตของผู้ประกอบวิชาชีพนั้นๆ ประพฤติปฏิบัติตนตามหลักการทางวิชาชีพซึ่งจำแนกออกได้เป็น ลักษณะคือ

                1.การประกอบการ ต้องซื่อสัตย์ รักษาความลับ ไม่ใช้อาชีพเพื่อประโยชน์ส่วนตน

                2.การครองตน ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีไม่ประพฤติตนไปในทางที่เสื่อมเสียการเป็นคนดี

                3. การดำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์และมาตรฐานวิชาชีพ ด้วยกรประพฤติตามจรรยาบรรณไม่ใช้วิชาชีพเป็นเครื่องมือหากิน พัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าทันต่อการเปลี่ยนทางวิทยาการ

                สังคมปัจจุบันมีการเรียกร้องให้ผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงต่างๆ คำนึงถึงจรรยาบรรณวิชาชีพค่อนข้างมากขึ้น อาจจะเป็นไปได้ว่าจริยธรรมในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ยุคนี้เบี่ยงเบนไปจากหลักการหรือระบบคุณธรรมที่เคยยึดถือกันมา ผลกระทบจากการไม่เคร่งครัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป้นวิชาชีพแพทย์ นักการเมือง นักเมือง นักการเงินการธนาคาร วิศวกร หรือแม้แต่ครู ทำให้เกิดความเสื่อมเสียและทำให้สังคมไม่เป็นสุขทั้งสิ้น

 

 

ความเป็นมาของจรรยาบรรณครูไทย

            จรรยาบรรณครู หมายถึง ข้อกำหนดเกี่ยวกับความประพฤติหรือการปฏิบัติตนของผู้ประกอบวิชาชีพครู เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของความเป็นครู

                จรรยาบรรณของครูไทยนั้นได้มีการพระราชบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรและมีกฎหมายรับรองเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.. 2506 โดยอาศัยอำนาจบังคับของ พ..บ ครู พ..2488 ที่กำหนดให้ครุสภาเป็นสถาบันผู้ออกระเบียบบังคับได้ เรียกว่าระเบียบประเพณีของครูว่าด้วยจรรยาบรรณครู 10 ข้อ ระเบียบทั้งสองฉบับนี้มีผลบังคับตามกฎหมายแต่การแยกระเบียบเป็นจรรยามารยาทกับวินัยทำให้ยุ่งยากในการใช้บังคับ สับสนทั้งผู้ใช้และผู้ปฏิบัติ ภายหลังคุรุสภาจึงได้ปรับปรุงยุบรวมระเบียบทั้งสองฉบับ แล้วกำหนดขึ้นใหม่เมื่อ พ..2526 เรียกว่าระบบคุรุสภา ว่าด้วยจรรยามารยาทและวินัยตามระเบียบปะเพณีของครู พ.. 2526 จนปี พ..2539 คุรุสภาได้ปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยาบรรณของครูขึ้นใหม่ในอีกครั้งโดยตัดข้อความที่มีลักษณะเป็นวินัยออกไป เหลือเพียงบทบัญญัติที่มีลักษณะที่เป็นจริยธรรมหรือจรรยาบรรณละมีเพียง ข้อ เรียกว่าระเบียบคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณครู พ.. 2539

                จรรยาบรรณครูไทยในปัจจุบัน

                คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาประกาศใช้ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณครู พ.. 2539 ขึ้นเพื่อใช้แทนระเบียบคุรุสภาว่า ด้วยจรรยามารยาทและระเบียบประเพณีของครูฉบับเดิม และประกาศใช้ ณ วันที่ พฤษภาคม พ.. 2539 มีทั้งหมด ข้อดังนี้

                1. ครูต้องรกและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริมให้กำลังใจในการศึกษษ เล่านเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า

                2. ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงามให้เกิดแก่ศิษย์อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

                3. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้งกาย วาจา และจิตใจ

                4. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางการ สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์

                5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และไม่ใช้ศิษย์กระทำการใดๆ อันเป็นการหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ

                6. ครูย่อมพัฒนาตนเองในด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคมการเมืองอยู่เสมอ

                7. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครูและเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพครู

                8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์

                9. ครูพึงประพฤติ ปฏิบัติ เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ และพัฒนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย

                จรรยาบรรณทั้ง ข้อของคุรุสภานั้น อาจจำแนกเป็น กลุ่ม ข้อ 1-5 เป็นบทบัญญัติที่ค่อนข้างเข้มงวด เป็นจรรยาบรรณส่วนที่มุ่งกำหนดข้อปฏิบัติของครูต่อศิษย์โดยตรงเป็น หน้าที่และความรับผิดชอบของครูต่อศิษย์ ต่อวิชาชีพและสังคม เป็นคุณลักษณะของครูที่สังคมประสงค์นั่นเอง ส่วนข้อ และข้อ เป็นจรรยาบรรณครูที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติตนเพื่อพัฒนาตนเองให้เหมาะกับวิชาชีพ ให้เหมาะสมกับวิชาชีพครู ส่วนข้อที่ และ เป็นจรรยาบรรณที่ครูพึงปฏิบัติต่อสภาพแวดล้อมอันได้แก่ เพื่อนครู ชุมชน และท้องถิ่น ที่ครูดำรงตนอยู่ร่วมกัน

                อย่างไรก็ดีบทบัญญัติจรรยาบรรณทั้ง ข้อนี้ บังคับใช้ตามพระราชบัญญัติครู พ.. 2488 มีผลกับครูซึ่งเป็นสมาชิกของคุรุสภาเท่านั้น กล่าวคือ ตามมาตรา 24 ของ พ.ร.บ. ครูพ.ศ.2488 กำหนดให้มีครูเพียง กลุ่มเท่านั้นได้แก่ (1) ข้าราชการครู คือข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการซึ่งบรรจุและแต่งตั้ง พ.ร.บ. ข้าราชการครู พ.ศ. 2533 (2) พนักงานครูเทศบาลคือพนักงานเทศบาลต่างๆ ทั้งประเทศเฉพาะพนักงานผู้ดำรงตำแหน่งผู้สอนในสถานศึกษาของเทศบาล (3) ข้าราชครูกรุงเทพมหานคร คือข้าราชการครูกรุงเทพมหานครที่สังกัดสถานศึกษาของกรุงเทพมหานคร และ (4) ผู้สอนในโรงเรียนเอกชนซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการโดยต้องได้รับเงินเดือนประจำ ผู้ประกอบวิชาชีพครู


ที่มา...https://sites.google.com/site/krutubtib/khru/khunthrrm-laea-crrya-brrn-khxng-khru


ปฎิทินกิจกรรม

กุมภาพันธ์ 2563
อา พฤ
1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

ดูปฏิทินกิจกรรมทั้งหมด

พ.อ.อ.อธิสันต์ ทับทิม

ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดลำปาง

หน่วยงานสังกัดสถาบันการพลศึกษา

เว็บลิงค์

โรงเรียนกีฬาจังหวัดลำปาง
โรงเรียนกีฬาจังหวัดลำปาง สังกัดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

โรงเรียนกีฬาจังหวัดลำปาง ต.บ่อแฮ้ว อ.เมือง จ.ลำปาง 52100 | โทร: 054-231273-5 | อีเมล: lampangsportschool@gmail.com